จับตาเฝ้าระวัง 3 เขื่อนใหญ่ ระดับน้ำเกินความจุกักเก็บ

สถานการณ์น้ำเขื่อนน้ำอูน, เขื่อนวชิราลงกร และเขื่อนแก่งกระจาน ยังต้องเฝ้าระวังปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลังยังมีน้ำเกินความจุ ขณะที่ ปภ.เผย 9 จังหวัดยังประสบภัยน้ำท่วม

(14 ส.ค.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปสถานการณ์น้ำท่วมประจำวันที่ 13 สิงหาคม 2561 มี 9 จังหวัดที่ยังได้รับผลกระทบ 35 อำเภอ ประชาชนเดือดร้อนกว่า 61,000 คน โดยเฉพาะที่ จ.นครพนม ถูกน้ำท่วมหนัก 12 อำเภอ ส่วนที่ จ.อุบลราชธานี และ จ.สกลนคร ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นตามลำดับ ขณะที่ จ.บึงกาฬ พบว่าระดับน้ำเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเขื่อนน้ำงึม 1 ของสปป.ลาวแจ้งปล่อยน้ำเพิ่มทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อน และลำน้ำต่างๆน้ำเพิ่มขึ้น 5 – 10 เซ็นติเมตร นอกจากนี้ยังมีสถานการณ์น้ำท่วมใน จ.เพชรบุรี, สุราษฎร์ธานี และ จ.ระนอง

ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤต สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ระบุว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีระดับเกินเกณฑ์ควบคุมและปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80 ของความจุ 3 แห่ง ได้แก่

เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีปริมาณน้ำในอ่าง 726 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ ร้อยละ 102 ของความจุ สถานการณ์น้ำท่วมใน จ.เพชรบุรี เริ่มคลี่คลายไปในระดับหนึ่ง หากไม่มีฝนมาเพิ่มก็จะมีการพร่องน้ำออกจากเขื่อนแก่งกระจาน แต่จะไม่ทำให้กระทบประชาชน ทั้งนี้เพื่อรองรับสถานการณ์เนื่องจากตามปกติแล้วจะมีฝนมากในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม

เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร มีปริมาณน้ำ 534 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ ร้อยละ 103 ของความจุ สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำ ยังคงปกติ คาดว่าจะไม่มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากไม่มีน้ำล้นตลิ่ง

และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี มีปริมาณน้ำ 7,583 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ ร้อยละ 86 สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำ ไม่มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำ

สาวฉีดฟิลเลอร์เปิดใจ เสริมอึ๋มสยองเน่าไหลลงท้อง รักษาเฉียดล้าน

กรณีเพจเฟซบุ๊ก “ทนายนิด้า” โพสต์อุทาหรณ์หลังจากมีหญิงสาวรายหนึ่ง ได้เข้ามาร้องเรียนว่าเดือดร้อนหนัก หลังจากไปฉีดฟิลเลอร์เสริมหน้าอก แล้วเกิดปัญหาหน้าอกเน่า ฟิลเลอร์ไหลย้อยมาที่หน้าท้อง จนช่องท้องเน่าด้วยนั้น

ทีมข่าวเดินทางมาที่บ้านของผู้เสียหาย นางสาวฟ้า (นามสมมติ) อายุ 27 ปี เล่าว่า ตนได้ไปเสริมหน้าอกให้ใหญ่ขึ้น โดยเปิดดูรีวิวตามเว็บไซต์ ก่อนจะเจอคลินิกแห่งหนึ่ง ย่านสาทร เห็นว่ามีดาราศิลปินรีวิวเยอะ ตนจึงมองว่าเชื่อถือได้ จึงตัดสินใจเข้าไปทำศัลยกรรมเสริมหน้าอก เมื่อต้นปี 2555 ด้วยการฉีดฟิลเลอร์ ค่าใช้จ่าย 120,000 บาท

ซึ่งแพทย์ศัลยกรรม ระบุว่า เวลาผ่านไป อาจจะมียุบบ้าง ให้มาเติมเพิ่มได้ ผ่านไป 3 เดือน ตนกลับเข้าไปที่คลินิกอีกครั้ง แพทย์จึงได้เติมเพิ่มให้หน้าอก 2 ข้างมีขนาดเท่ากัน หลังจากนั้น ผ่านไป 7 เดือน ตนเริ่มเห็นความผิดปกติ หน้าอกเล็กลง และมีน้ำไหลอยู่ในท้อง ขณะที่นอนหรือเดิน ตนจะรู้สึกว่าเหมือนคนทานน้ำเยอะ

แต่สิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นอีกคือ ขณะยืนขึ้นพุงข้างซ้ายเหมือนมีน้ำกองอยู่ บวมแบบผิดปกติ ซึ่งไม่มีอาการเจ็บ อักเสบ หรือเขียวช้ำใดๆ จากนั้นจึงได้กลับไปที่คลินิกอีก แพทย์ระบุว่าฟิลเลอร์ไหลทะลุออก ตนจึงปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางแก้ไข โดยการเจาะเอาฟิลเลอร์ออก

โดยจะทำการเจาะใต้ราวหน้าอกขวาและพุงซ้ายที่บวม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 60,000 บาท ซึ่งแพทย์ระบุว่า สามารถเสริมด้วยชิลิโคนได้ ตนก็อยากสวยด้วย จึงตัดสินใจทำหน้าอกต่อด้วยซิลิโคน ใช้เงินไปอีก 100,000 บาท

จนกระทั่งต้นปี 2560 ตนมีลูก และช่วงเดือนตุลาคมปี 2560 ตนก็มีกำหนดการคลอด โดยแพทย์ทำการผ่าตัด เปิดช่องท้องสำหรับทำคลอด แต่ขณะที่เปิดช่องท้อง แพทย์พูดกับตนว่าในท้องผิดปกติ ไม่เหมือนคนทั่วไป เพราะมีน้ำข้นๆ อยู่มาก ตนก็รู้สึกตกใจ

จากนั้นแพทย์จึงตรวจสอบและพบว่าสิ่งนั้นคือฟิลเลอร์ที่เคยทำศัลยกรรมครั้งแรก เมื่อปี 2555 จากนั้น แพทย์ช่วยเย็บแผล ตนก็รู้สึกเป็นไข้ มีน้ำไหลในตัว แผลบวม คล้ายจะทะลักออกมา

ทั้งนี้ ตนตัดสินใจติดต่อไปที่คลินิกเดิม แต่ทางคลินิกปฏิเสธจะแก้ไขให้ พร้อมบอกว่า แก้ไขหน้าอกอักเสบ แก้ที่ไหนก็ได้ ตนจึงเข้ารักษาที่โรงพยาบาล จนกระทั่งผ่านไปเกือบ 1 ปี ก็ดีขึ้น แต่ยังไม่หายทั้งหมด อีกทั้งหมดเงินไปเกือบ 700,000 บาท

อย่างไรก็ตาม นางสาวฟ้า ฝากถึงสาวๆ ที่จะคิดไปเสริมหน้าอกโดยการศัลยกรรมว่า ขอให้คิดเยอะๆ แม้ว่าจะดูที่รีวิว หรือมีดารามาแนะนำ สุดท้ายตนก็ยังต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ ดังนั้นจึงขอให้พึงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี เพราะหากพลาดก็อาจจะรู้สึกเสียใจไปตลอดได้

นอกจากนี้ ตนได้มอบหมายให้ทนายความส่วนตัว ไปดำเนินการฟ้องร้องทางคดีกับคลินิกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมรวบรวมหลักฐานบิลค่ารักษาพยาบาล ใบรับรองแพทย์ สัญญาประนอมหนี้ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญ และเตรียมยื่นร้องต่อกองปราบปราม ในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ด้วย

เบื้องต้นวางแผนว่าจะฟ้องในคดีแพ่ง และคดีอาญา แม้ว่าทางคลินิกจะมีการชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนจำนวนเงิน 150,000 บาทแล้ว แต่ตนต้องหมดเงินไปประมาณ 700,000 บาท เพื่อรักษาอาการ แต่ก็ยังไม่หายเป็นปกติ

พลเมืองดีเสียใจ เจอแท็กซี่สาวรถคว่ำแต่ช่วยไม่ไหว เห็นไฟคลอกสยองต่อหน้า

แท็กซี่ขับฝ่าสายฝนด้วยความเร็ว เกิดรถเสียหลักพลิกคว่ำพุ่งชนเสาไฟฟ้า ก่อนเพลิงลุกไหม้คลอกโชเฟอร์ขับสาววัย 32 ปี เสียชีวิตคาซากรถ

เมื่อเวลา 00.30 น. ( 11 ส.ค.) ร.ต.อ.คนึง พรหมใจ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองพิษณุโลก ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์เก๋งเสียหลักชนเสาไฟฟ้าพลิกคว่ำแล้วมีไฟลุกไหม้ บริเวณใกล้เคียงห้างโลตัส ถนนพิษณุโลก – วังทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก หลังรับแจ้งจึงประสานขอรถน้ำจากเทศบาลนครพิษณุโลกและหน่วยกู้ภัยมูลนิธิประสาทบุญสถานเข้าทำการควบคุมเพลิง

ที่เกิดเหตุพบรถแท็กซี่สีเหลืองน้ำเงิน ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส หมายเลขทะเบียน นข 140 พิษณุโลก ของบริษัท คิงด้อมทัวร์ 2015 มีไฟลุกไหม้ท่วมรถและมีการระเบิดเนื่องจากตัวรถได้ติดตั้งแก๊ส LPG เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องรีบนำรถมาฉีดสกัดเพลิงอย่างเร่งด่วน ใช้เวลา 15 นาที จึงควบคุมเพลิงไว้ได้ทั้งหมด ตรวจสอบภายในรถพบร่างผู้เสียชีวิตเป็นหญิง 1 ราย ทราบชื่อต่อมาคือ น.ส.ภุภัคชญา อายุ 32 ปี สภาพศพถูกไฟไหม้ตั้งแต่ท่อนล่างและแขนข้างซ้ายจนเกรียม เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องช่วยกันนำร่างออกมาจากตัวรถเพื่อนำมาชันสูติเบื้องต้น ในเวลาต่อมาแม่ของผู้เสียชีวิตได้เดินทางมาดูที่เกิดเหตุ ถึงกับร้องไห้โฮออกมา

สอบถามผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่าตนได้ขับรถผ่านมาเห็นว่ารถคันดังกล่าวได้พลิกคว่ำตกลงในคลองน้ำข้างทาง ตนจึงได้ลงเข้าไปช่วยเหลือทันทีแต่ไม่สามารถช่วยผู้ตายออกมาจากตัวรถได้เนื่องจากผู้ตายไม่มีการตอบสนองแล้ว ประกอบกับในเวลานั้นได้มีประกายไฟลุกขึ้นบริเวณด้านหลังรถซึ่งมีแก๊สรั่ว ตนจึงได้ถอยออกมา เพราะกลัวว่ารถคันดังกล่าวจะระเบิด ตนรู้สึกเสียใจมากที่ไม่สามารถช่วยเหลือคนขับออกมาจากตัวรถได้ก่อนที่ไฟจะลุกไหม้อย่างรุนแรง

จากการสันนิษฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่า ผู้เสียชีวิตอาจขับรถมาด้วยความเร็วและระหว่างเกิดเหตุมีฝนตกลงมาอย่างหนัก คาดว่ารถของผู้เสียชีวิตอาจจะเสียหลักลื่นทำให้รถหมุนพุ่งไปชนกับไฟฟ้าข้างทางหักไป 1 ต้น ก่อนจะพลิกคว่ำและมีไฟลุกไหม้ดังกล่าว อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่จะทำการสอบสวนผู้เห็นเหตุการณ์อย่างละเอียด ก่อนจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนศพผู้เสียชีวิตเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำส่งนิติเวชโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อให้แพทย์ทำการชันสูติอย่างละเอียด ก่อนจะมอบให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ชาวบ้านหนีตายรับอรุณ ไฟไหม้บ้านย่านเพชรเกษม วอด 16 หลัง

10 ส.ค.) เมื่อช่วงเช้าเวลา 05.30 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ภายในซอยเพชรเกษม 4 พื้นที่เขตบางกอกใหญ่ ทางเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจึงเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือ

เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่าเพลิงได้ลุกไหม้บ้านเรือนประชาชนเสียหายไปทั้งหมด 16 หลัง โดยทั้งหมดมีลักษณะเป็นบ้านไม้ตั้งอยู่ติดกันบนที่ดินของวัดสังข์กระจาย

จากเหตุการณ์ในครั้งนี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยและมีข้าวของได้รับความเสียหายจำนวนมาก ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้เจ้าหน้าที่คาดว่ามาจากไฟฟ้าลัดวงจร ขณะนี้สามารถตรวจพบบ้านต้นเพลิงและนำตัวเจ้าของบ้านไปสอบสวนแล้ว

ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการขอหนังสือเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้เสียหายต่อไป

จ่อดำเนินคดี “ครูแนะแนว-ครูปกครอง” สั่งนักเรียนหญิงเปิดหน้าอกเทียบคลิปโป๊

สู้มาเกือบปี คดีไม่คืบ ! แม่เด็กหญิงเหยื่อสองครูสั่งเปิดนม-แสดงท่าอมอวัยวะเพศชาย เพราะเชื่อว่าเด็กเป็นคนในคลิปโป๊ ลั่นขอดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องทุกคน

( 8 ส.ค.) เวลาประมาณ 15.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ สภ.เมืองลำปาง จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ นางงาม (นามสมมติ) อายุ 48 ปี ชาวบ้านใน ต.พระบาท จ.ลำปาง เข้าพบ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เพื่อเร่งติดตามความคืบหน้ากรณีที่บุตรสาว ด.ญ.เอ (นามสมมติ) อายุ 14 ปี ซึ่งขณะนั้นเกิดเหตุเมื่อปี 2560 กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ถูกอาจารย์ผู้หญิง ซึ่งเป็นอาจารย์ฝ่ายแนะแนว และอาจารย์ฝ่ายปกครองเรียกตัวไปพบภายในห้องปกครองของโรงเรียนแห่งหนึ่งกลางเมืองลำปาง พร้อมระบุว่า บุตรสาวตนเองเป็นเด็กที่อยู่ในคลิปโป๊

แต่ทราบในเวลาต่อมาว่า ที่แท้เด็กในคลิปไม่ใช่ลูกตน แต่เป็นเด็กวัยรุ่นสองคนชายหญิง โดยเด็กผู้หญิงกำลังแสดงท่าทางอมอวัยวะเพศผู้ชาย แต่ตอนนั้นหลังเห็นคลิปดังกล่าว ซึ่งอาจารย์ทั้งสองเป็นผู้นำคลิปมาให้ดู พร้อมบอกว่าอาจารย์ผู้ชายท่านหนึ่งนำมา และระบุว่าบุตรสาวตนเองเป็นบุคคลในคลิป โดยบุตรสาวตนเองก็ยืนยันว่า บุคคลในคลิปไม่ใช่ตนเอง แต่อาจารย์ทั้งสองไม่เชื่อ

สุดท้ายได้บังคับให้บุตรสาวตนเองถอดเสื้อออก เปิดให้เห็นเรือนร่างท่อนบนทั้งหมด และจากนั้นยังให้บุตรสาวตนเองแสดงท่าทางก้มลงอมอวัยวะเพศผู้ชาย เช่นเดียวกับในคลิป ซึ่งหลังเกิดเรื่องเมื่อปี 2560 ตนเองก็พยายามเข้าพบผู้อำนวยการของโรงเรียนดังกล่าว แต่ไม่ได้รับคำตอบหรือการแก้ไข หรือดำเนินการใดๆ

จากนั้นต่อมาตนเองเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองลำปาง และเข้าร้องขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่หลายหน่วยงานก็พยายามจะไกล่เกลี่ย แต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งเรื่องล่วงเลยมาเกือบหนึ่งปี แต่ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีการดำเนินการใดๆ ตนจึงเข้าร้องเรียนกับประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ที่เดินทางมาติดตามคดีเรื่องหนึ่งที่ สภ.เมืองลำปาง และจากนั้น พล.ต.ต.นิยม ด้วงสี ผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดลำปาง และ พ.ต.อ.ไกรสิทธิ์ พรหมปฏิมา ผกก.สภ.เมืองลำปาง ได้เชิญตนเองซึ่งเป็นแม่ของ ด.ญ.เอ เข้าพบ เพื่อขอรับทราบข้อมูลที่เกิดขึ้นทั้งหมด

โดยเบื้องต้นทราบว่า ก่อนหน้านี้แม่เด็กได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนที่ สภ.เมืองลำปาง จริง แต่คดีเป็นเหตุที่เกิดกับเด็กผู้หญิง พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้ชายจึงแจ้งให้แม่เด็กเดินทางมาพบพนักงานสอบสวน ซึ่งเป็นผู้หญิง ในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากการทำสำนวนคดีจะพิจารณาสอบสวน ซักข้อมูลรายละเอียดได้มากกว่า เพราะคดีเกิดกับเด็ก เป็นคดีที่ละเอียดอ่อน แต่จากการสื่อสารอาจจะไม่เข้าใจกัน แม่เด็กจึงไม่ได้มาพบพนักงานสอบสวนในวันนัดหมาย

แต่เมื่อเป็นความประสงค์ของผู้เสียหายที่จะดำเนินคดีกับครูทั้งสอง วันนี้ นางงาม อายุ 48 ปี แม่เด็กผู้เสียหาย จึงเดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.หญิง ชรินทร์ทิพย์ หอมตระกูล สว.สอบสวน ที่ สภ.เมืองลำปาง พร้อมแจ้งความดำเนินคดีกับอาจารย์หญิงทั้งสองคน โดยพนักงานสอบสวนรับเรื่องร้องทุกข์ พร้อมตั้งข้อกล่าวหาอาจารย์ทั้งสองว่า ร่วมกันกระทำอันเป็นการทารุณกรรม ต่อร่างกายเด็ก หรือจิตใจเด็ก ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก โดยพฤติกรรมการกระทำ เป็นไปตามรายละเอียดข้างต้น ซึ่งพนักงานสอบสวนจะดำเนินการสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

หลังจากลงมาจาก สภ.เมืองลำปาง แล้ว นางงามได้กล่าวว่า ตนเองพยายามเคลียร์เรื่องที่เกิดขึ้น เพียงหวังว่าจะให้บุตรสาวได้รับความยุติธรรม อาจารย์ที่กระทำละเมิดออกมาขอโทษเด็ก และรับการดำเนินการด้านวินัย ซึ่งตนเองไม่เคยเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินเลย เพียงแต่ขอความยุติธรรมให้กับบุตรสาว ซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำ ตนให้เวลามาร่วมปี แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า หรือมีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบแต่อย่างใด ซึ่งจากนี้ไปตนจะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกคน รวมทั้งผู้ที่จัดหาคลิปมาเผยแพร่ด้วย

ฝนถล่ม “แม่สาย” น้ำป่าดอยนางนอนไหลทะลักท่วม 500 หลังคาเรือน

ฝนตกหนักตลอดคืน ที่ จ.เชียงราย น้ำป่าดอยนางนอนไหลท่วมกว่า 500 หลังคาเรือน ทำให้ต้องปิดหนึ่งช่องจราจร บริเวณ ถ.พหลโยธินสายเชียงราย-แม่สาย จนท.เร่งช่วยชาวบ้านอพยพสิ่งของ 

(31 ก.ค. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ที่ จ.เชียงราย ได้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนักบนเทือกเขาดอยนางนอน ส่งผลให้น้ำจากเทือกเขาดอยนางนอนไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรกว่า 500 หลังคาเรือน ใน ต.โป่งผา และ ต.โป่งงาม อ.แม่สาย จ.เชียงราย นอกจากนั้นกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากยังได้ไหลเข้าท่วมถนนพหลโยธินสายแม่สาย-เชียงราย ฝั่งขาเข้าตัวเมืองแม่สาย ตั้งแต่บ้านโป่งผาไปจนถึงตู้ยามถ้ำปลา

เจ้าหน้าที่จึงต้องปิดการจราจรหนึ่งช่องทางยาวกว่า 2 กิโลเมตร โดยระดับน้ำบางจุดสูงกว่า 50 เซนติเมตร รถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ และน้ำยังได้ไหลเข้าท่วมป้อมยามของเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่สายประจำด่านถ้ำปลา จนต้องยุติการตั้งด่านตรวจกลางดึก

เบื้องต้น หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่กู้ภัย ฝ่ายปกครองและองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งเข้าทำการช่วยเหลือ อพยพทรัพย์สินของประชาชน และจะเข้าสำรวจความเสียหายอย่างละเอียดอีกครั้ง

ด้านนายทัศนัย สุธาพจน์ นายอำเภอเชียงของ จ.เชียงราย กล่าวว่า ได้เรียกประชุมผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และฝ่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ และการเตรียมพร้อมในการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เมื่อเกิดเหตุ โดยในพื้นที่ อ.เชียงของ แบ่งการเฝ้าระวังเป็น 3 พื้นที่ คือ 1.หมู่บ้านริมแม่น้ำโขงซึ่งจะต้องเฝ้าระวังระดับน้ำที่อาจจะสูงขึ้น โดยให้เตรียมความพร้อมในการเคลื่อนย้ายจากระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจะเข้าท่วมหมู่บ้านได้ 2.พื้นที่ติดภูเขาให้เฝ้าระวังเกี่ยวกับดินสไลด์ และ 3.พื้นที่ติดลำห้วยให้เฝ้าระวังเกี่ยวกับน้ำป่าไหลหลาก เส้นทางฝ่ายปกครองและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้ดำเนินการเฝ้าระวังในพื้นที่รับผิดชอบของตนเองแล้ว

“สำหรับปัจจัยในแม่น้ำโขงที่จะทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ 1.ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องหากตกหนักอาจจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นบ้าง และ 2.การปล่อยน้ำจากเขื่อนจิ่งหงทางตอนใต้ของประเทศจีน ซึ่งในส่วนที่ 2 นี้ทางอำเภอได้ประสานงานกับทางกรมเจ้าท่าอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือและเฝ้าระวังปริมาณน้ำที่อาจจะเพิ่มขึ้นได้ในช่วงนี้ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะฝั่งชายแดนเชียงราย ตั้งแต่เชียงแสน เชียงของ เวียงแก่น น้ำในแม่น้ำโขงทะลักท่วมบ้านเรือนประชาชนอย่างหนัก” นายทัศนัย กล่าว

ลุ้นระทึก! คนไข้สาววัย 26 นั่งเหม่อลอยจะดิ่งดาดฟ้ารพ. น้อยใจญาติไม่มาเฝ้า

(30 ก.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. ร.ต.ท.วรพล ไพศาลสุขกุล พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสิงห์บุรี ได้รับแจ้งเหตุว่ามีคนปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนดาดฟ้าบริเวณป้ายโรงพยาบาลสิงห์บุรี จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ พร้อมอาสาสมัครมูลนิธิปอเต็กตึ๊งสิงห์บุรี แล้วรุดไปตรวจสอบในที่เกิดเหตุทันที

ที่เกิดเหตุบริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลซึ่งเป็นอาคารผู้ป่วย 9 ชั้น ตึกหลวงพ่อแพ เขมังกโร พบหญิงสาวทราบชื่อภายหลังว่า น.ส.สุจิตรา อายุ 26 ปี นั่งเหม่อลอยอยู่บนขอบระเบียงด้านบนสุด โดยใช้มือเกาะราวเหล็กและห้อยขาทั้งสองข้างลงมาเป็นที่หวาดเสียวต่อประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาเป็นอย่างมาก เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสิงห์บุรีได้นำโทรโข่งมาพูดเกลี้ยกล่อมปลอบให้ นางสาวสุจิตรา มีสติและกลับเข้าไปในอาคาร ขณะเดียวกันก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามขึ้นไปด้านบนชั้นดาดฟ้าและให้การช่วยเหลือ ใช้เวลาอยู่ประมาณ 30 นาที เจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถเข้าชาร์จตัวและดึงตัว น.ส.สุจิตรา กลับลงมาได้อย่างปลอดภัย

สอบถามเบื้องต้นทราบว่า เมื่อช่วงกลางดึกคืนที่ผ่านมา น.ส.สุจิตรา ได้ทะเลาะกับแม่อย่างรุนแรง และมีอาการวูบ ช็อค และหมดสติ ญาติๆ ได้โทรตามรถพยาบาลจากโรงพยาบาลสิงห์บุรีมารับตัวมาทำการรักษา กระทั่งเช้าวันเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้สอบถามหาญาติของ น.ส.สุจิตรา แต่ปรากฏว่าไม่มีญาติมาเฝ้าหรือแสดงตนเลย คาดว่าอาจเป็นสาเหตุทำให้ น.ส.สุจิตรา เกิดอาการน้อยใจ ที่ไม่มีญาติหรือใครเป็นห่วง จึงเครียดและน้อยใจจนก่อเหตุดังกล่าว ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ติดต่อประสานญาติให้เข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดแล้ว ขณะนี้ยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสิงห์บุรี

รอดหวุดหวิด! นายอำเภอกุยบุรี ขับรถหลับในตกถนนชนเสาไฟฟ้า ได้รับบาดเจ็บ

นายอำเภอกุยบุรี โหมงานหนักอดนอน ขับรถวูบหลับตกถนนชนเสาไฟฟ้า หน่วยกู้ภัยหามส่ง รพ. ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้ว

วันนี้ (27 ก.ค. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการประจวบคีรีขันธ์ รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีอุบัติเหตุรถนั่งส่วนบุคคลตกข้างทางชนเสาไฟฟ้า บนถนนเพชรเกษม ฝั่งขาเข้า กทม. บริเวณใกล้กับปั๊มน้ำมัน ปตท.บ้านบึง ต.อ่าวน้อย อ.เมือง ต.ประจวบคีรีขันธ์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงสั่งการให้มูลนิธิสว่างประจวบธรรมสถาน ออกตรวจสอบ 

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถนั่งส่วนบุคคลยี่ห้อ อีซูซุ มิวเอ็กซ์ สีขาว (สงวนป้ายทะเบียน) ตกอยู่ไหล่ทาง มีร่องรอยของหญ้าข้างทางเป็นรอยราบกับพื้นเป็นทางยาว ด้านหน้ารถชนกับเสาไฟฟ้าจนพังยับ

ภายในรถพบร่างคนขับอยู่ในชุดกางเกงสีกากี เสื้อยืดสีขาว ได้รับบาดเจ็บศีรษะแตก ดวงตาข้างซ้ายมีอาการบวมช้ำ เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เร่งนำส่งโรงพยาบาลประจวบฯ ทราบชื่อต่อมาว่า นายชาตรี จันทร์วีระชัย ซึ่งมีตำแหน่งเป็นนายอำเภอกุยบุรี โดยแพทย์ได้ทำการเย็บแผล และตรวจเอ็กซ์เรย์ภายในอย่างละเอียดก่อนอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ พากลับไปนอนพักผ่อนที่บ้านโดยมีญาติเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด

หลังจากมีข่าวแพร่ออกไป ทำให้ชาวกุยบุรีต่างแสดงความห่วงใย นายชาตรีได้ส่งข้อความผ่านลื่อแอพพลิเคชั่นไลน์ถึงกลุ่มต่างๆ แจ้งว่า ในขณะขับรถกลับบ้านพักที่กุยบุรี เกิดวูบหลับใน จนรถเสียหลักตกข้างทาง เมื่อรถเริ่มลงไหล่ทาง ก็มารู้สึกตัวตอนได้ยินเสียงหญ้าใต้ท้องรถ รู้สึกตัว จะหักรถขึ้นบนถนน ด้วยความเอียงของไหล่ทางทำให้หักไม่ขึ้น รถจึงพุ่งไปข้างทางและชนเสาไฟฟ้า

ตั้งใจว่าจะแวะเข้าปั๊ม ปตท. ที่อยู่ข้างหน้า แต่วูบหลับไปเสียก่อน เคราะห์ดีมีกอหญ้าสูงและต้นไม้ขนาดเล็ก ทำให้ตื่นก่อนรถชนเสาไฟฟ้า และชะลอความเร็วลงไปได้ แต่ถุงลมก็ทำงาน 2 ตัว หัวคิ้วมีแผลเลือดไหลมาก

หมอฉีดยาชาที่หัวคิ้วและเย็บแผลหัวคิ้ว ทำแผลที่หัวที่ถลอกแต่ไม่ลึก ปวดกระบอกตาซ้าย แพทย์ให้ประคบเย็น ผล X-Ray กระดูก กระดูกปกติ มีแผลที่หัวเข่า 2 ข้าง ข้างซ้ายบวม แต่ไม่มาก นิ้วก้อยมือซ้ายซ้นมีแผลเล็กน้อย

สำหรับนายอำเภอกุยบุรี หลายคนที่ทำงานร่วมกันจะทราบดีว่าเป็นคนที่ทำงานจนดึก มีเวลาพักผ่อนน้อย ส่วนใหญ่จะมีคนขับรถให้และจะพักผ่อนในเวลาอยู่บนรถ ซึ่งในวันนี้หลังจากเลิกงานได้เดินทางไปตัวจังหวัดประจวบฯ โดยขับรถไปกลับเอง และเนื่องจากความเพลียสะสมทำให้เกิดอาการวูบหลับจนเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว

เพจดังเปิดโฉมหน้า “อดีตผู้ใหญ่บ้าน” ต้นเหตุทำสาวม้งซดยาพิษตาย

จากกรณีที่ นางสาวเอ (นามสมมติ) สาวชาวม้ง อายุ 22 ปี ก่อเหตุซดยาฆ่าหญ้าเพราะความเครียดจัด หลังจากที่ถูกกระทำชำเราโดยผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่ง 

ก่อนจะมีการเผยแพร่นำเอาไปเผยแพร่ให้คนในครอบครัวได้เห็น เมื่อวานนี้ (25 ก.ค.) นางสาวเอ ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบ เนื่องจากฤทธิ์ของยาพิษทำลายระบบการทำงานของอวัยวะหลายส่วน galaxyslotonline.net

ล่าสุดในวันนี้ (26 ก.ค.) ญาติของนางสาวเอได้เดินทางเข้ารับศพ เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาตามประเพณีของชาวม้ง ขณะที่ในเรื่องความคืบหน้าของคดีความ คาดว่าจะมีการอนุมัติออกหมายจับคนร้ายที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ได้เร็วๆ นี้ โดยที่ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนาพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ยังคงเฝ้าเกาะติดและช่วยเหลือญาติเหยื่อในการติดตามดูแลคดีนี้

ในเวลาเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ยังได้โพสต์เผยแพร่ภาพของผู้ใหญ่บ้านที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว ก่อเหตุกระทำชำเราหญิงสาวชาวม้ง จนเป็นเหตุทำให้ซดยาพิษและเสียชีวิตลงในที่สุด ทางเพจเฟซบุ๊กระบุว่า ชายคนดังกล่าวคือ อดีตผู้ใหญ่บ้านนพดล ที่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดี

สาวลำปางถูกรุมโทรมยังอาการหนัก ล่าสุด จ่อออกหมายเรียก “อดีตผู้ใหญ่บ้าน”

จากกรณีที่โลกออนไลน์มีการส่งต่อข้อความว่า หญิงสาวชาวลำปาง วัย 22 ปี ถูกผู้ชายรุมโทรมถึง 4 คน และถูกถ่ายคลิปไว้  ขณะนี้นอนรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ลำปาง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (25 ก.ค.) อาการของหญิงสาวคนดังกล่าวนั้น บริเวณใบหน้ายังบวมและบริเวณปากยังบวม และยังคงมีอาการหายใจติดขัด หายใจไม่สะดวก หลังจากยังคงรักษาตัวอยู่ ในหอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิงของโรงพยาบาลลำปาง หลังจากดื่มยาฆ่าหญ้าเหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่บ้านพัก ตำบลบ้านหวด อำเภองาว จังหวัดลำปาง ก่อนญาติจะส่งตัวมารพ. https://gclubcrown.com

โดยหญิงสาวคนดังกล่าว บอกกับพ่อแม่ว่า ถูกชายฉกรรจ์จำนวน 4 คนรุมข่มขืนในลักษณะรุมโทรม และมีการบันทึกคลิปวิดีโอในโทรศัพท์มือถือไว้ จนกระทั่งพ่อแม่ของสามีเห็น จากนั้นหญิงสาวเกิดความเครียดแล้วกินยาฆ่าหญ้าแมลง หวังฆ่าตัวตาย

สำหรับความคืบหน้าในทางคดี ล่าสุด ทางพันตำรวจเอก ไกรสิทธิ์ พรมปฏิมา ผู้กำกับการสถานีตำรวจ สภ.เมืองลำปาง เปิดเผยว่า กรณีที่เกิดขึ้นหลังจากที่ตำรวจสอบสวนปากคำหญิงสาวคนดังกล่าวแล้ว ตอนนี้ให้ทางพนักงานสอบสวนเวร สภ. เมืองลำปาง สอบปากคำไปแล้ว 1 ปาก

และกำลังจะออกหมายเรียก อดีตผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่ง ของอำเภอพบพระ จังหวัดตาก ซึ่งเป็นผู้มาส่งหญิงสาวคนดังกล่าว หลังจากพาหญิงสาวคนดังกล่าวไป พักบริเวณอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ริมถนนพหลโยธิน ในเขตเทศบาลนครลำปาง แล้วพามาส่งที่บ้าน

ซึ่งการเชิญตัวและออกหมายเรียกอดีตผู้ใหญ่บ้านคนดังกล่าวนั้น จะเชิญมาสอบปากคำ คาดว่าจะได้ข้อมูลสำคัญต่างๆ ว่า สาเหตุความจริงแล้วถูกรุมข่มขืนจริงหรือไม่ ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจเช็ก และตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิด บริเวณอพาร์ตเมนต์แห่งนึ่งในเขตตัวเมืองลำปาง เพื่อหาพยานในช่วงที่เกิดเหตุว่ามีผู้ชายหรือผู้เสียหายนั้นเข้ามาด้วยกันกี่คน

อย่างไรก็ตาม ในทางคดีก็ถือว่ามีความคืบหน้าไปมาก และเมื่อวานทางพนักงานสอบสวนก็ได้สอบปากคำหญิงสาวรายนี้ ที่โรงพยาบาลลำปางนานกว่า 1 ชั่วโมง

โดยขณะนี้คดีถือว่ามีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก โดยทราบว่า ชายคนดังกล่าวนั้นผู้อัดคลิปวีดีโอนั้นเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งรู้จักสนิทสนมกับผู้เสียหายมาพอสมควรแล้ว มีการรู้จักกันและไปพบเจอกันทางเฟซบุ๊ก จนกระทั่งคบกันและสนิทกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตามตัวอดีตผู้ใหญ่บ้านคนดังกล่าวมาพบพนักงานสอบสวนที่ สภ.เมืองลำปาง