หน่วยสยบไพรีบุกกลางงานแห่นาค รวบแม่แก๊งแฝดทมิฬค้ายารายใหญ่

(25 ส.ค.) เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ปส.) ชุดสยบไพรี ได้นำกำลังไปยังวัดแห่งหนึ่งใน อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี เพื่อเข้าควบคุมตัว นางสมคิด ธารีรักษ์ ซึ่งเป็นแม่ของนายชัยวุฒิ-นายศรายุทธ พี่น้องฝาแฝดตั้งตัวเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ของจังหวัด พร้อมกับคนสนิทที่ต้องสงสัยร่วมขบวนการด้วย

โดยการแสดงตัวเข้าจับกุมในครั้งนี้ เกิดขึ้นระหว่างที่ นางสมคิดและคนสนิท ได้เดินทางมาร่วมงานอุปสมบท เจ้าหน้าที่ได้แสดงหลักฐานและหมายจับในข้อหาสมคบกันฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด เนื่องจากผู้ต้องหามีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาฝาแฝดทั้ง 2 คน

จากพฤติการณ์ที่พบจะรับโอนเงินและนำเงินที่ได้ไปฟอกด้วยการซื้อทรัพย์สินต่างๆ และอสังหาริมทรัพย์ไว้เป็นจำนวนมาก ขณะที่จากการสืบประวัติยังพบว่า นายวัฒนา หนึ่งในเครือข่ายที่ถูกจับกุมนั้น เคยมีหมายจับในคดีค้ายาเสพติดในท้องที่และพื้นที่ใกล้เคียงอยู่ด้วย

สำหรับคดีดังกล่าวเป็นการขยายผลการจับกุม หลังจากที่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้บุกทลายเครือข่ายแก๊งแฝดทมิฬ นำโดย นายชัยวุฒิ และ นายศรายุทธ สองพี่น้องฝาแฝด แต่ปรากฏว่า นายศรายุทธ ได้ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตก่อนจะถูกจับกุม ขณะที่ นายชัยวุฒิ ได้ไหวตัวทันและหลบหนีไปประเทศเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างติดตามตัว

ฮือฮา งานแต่งเมืองคอน เจ้าบ่าวแจก “หมวกกันน็อก” เป็นของชำร่วย หวังลดอุบัติเหตุ

งานแต่งไอเดียเก๋ ! เจ้าบ่าววัย 30 ปี หลาน ผบ.หมู่งานจราจร แจกหมวกกันน็อกเป็นของชำร่วย หวังช่วยสร้างประโยชน์ ลดอุบัติเหตุ นำไปใช้งานได้จริง ดีกว่าตั้งโชว์ไว้เฉยๆ

วันที่ 24 ส.ค. 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีงานแต่งงานสุดแปลกไม่เหมือนงานแต่งงานทั่วไป ที่บ้านเลขที่ 49/4 หมู่ 4 ต.ไสหร้า อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช โดยทางเจ้าบ่าวมีการแจกหมวกกันน็อกให้แขกที่มาร่วมงาน

ซึ่งเจ้าบ่าวคือนายปัญญา รักษาแก้ว อายุ 30 ปี กำลังประกอบพิธีแต่งงานกับ น.ส.เจตสุภา นนทรักษ์ อายุ 25 ปี และร่วมกันแจกหมวกกันน็อกให้กับขบวนขันหมากและแขกที่มาร่วมงาน สร้างความฮือฮาและชื่นชมไอเดียของทั้งคู่ในการแจกหมวกกันน็อกเป็นของชำร่วย

สอบถาม นายปัญญา ซึ่งเป็นเจ้าบ่าว เปิดเผยว่า ก่อนเตรียมงานแต่งงาน ตนได้ปรึกษากับน้าชาย ซึ่งเป็นตำรวจตำแหน่ง ผบ.หมู่งานจราจร สภ.ฉวาง ถึงการแจกของชำร่วย โดยน้าชายให้แนวคิดการแจกหมวกกันน็อก เพราะเป็นการช่วยเหลือสังคมอีกทางหนึ่งในการช่วยลดอุบัติเหตุ ลดการสูญเสียชีวิต

ตนจึงเห็นด้วยและสั่งหมวกกันน็อกเป็นของชำร่วยมาแจกในงาน ซึ่งหากเป็นของชำร่วยทั่ว ๆ ไป ส่วนใหญ่จะถูกนำไปตั้งโชว์ในตู้โชว์ที่บ้าน ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร นอกจากนี้ตนยังฝากถึงผู้ที่ได้รับหมวกกันน็อก ให้สวมใส่เวลาขับขี่หรือซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ เพื่อความปลอดภัย

ด้าน ด.ต.สมพร รักบำรุง ผบ.หมู่ (จร.) สภ.ฉวาง เจ้าของไอเดีย บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เจ้าบ่าวเป็นลูกของพี่สาวของตน โดยพี่สาวและหลานบอกว่าจะว่าจะแต่งงาน แต่ยังหาของชำร่วยอยู่ ตนจึงแนะนำให้แจกหมวกกันน็อก เพราะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

ที่สำคัญช่วยลดความสูญเสีย เพราะตนเป็นตำรวจจราจร พบเห็นอุบัติเหตุทางถนนอยู่บ่อยครั้ง ส่วนใหญ่จะเกิดกับรถจักรยานยนต์ คนขับและซ้อนท้ายที่ไม่สวมหมวกกันน็อกจะได้รับบาดเจ็บมากกว่าคนที่สวมหมวกกันน็อก

ตรวจสภาพจิต เด็กชายวัย 7 ขวบ ถูกทหารกระทำชำเรา แม่ห่วงเรื่องเรียนเหตุย้ายบ้านหนี

 นางเอ (นามสมมติ) อายุ 47 ปี ชาว จ.ตรัง และญาติ เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.ชนะชัย ภูราช รองสว.(สอบสวน) กก.6 บก.ป. เพื่อแจ้งความเอาผิดเจ้าหน้าที่ทหารนายหนึ่ง ยศจ่าสิบเอก ในข้อหา “กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี” หลังก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศลูกชายฝาแฝดผู้น้องวัย 7 ปี ของนางเอ

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (24 ส.ค.) เมื่อเวลา 13.30 น. นางรุ่งทิวา สุดแดน พมจ.ปทุมธานี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ เข้าตรวจเยี่ยมบ้านพักของแม่เด็กและเด็กแฝดทั้งสองคน พร้อมทั้งเปิดเผยว่า โดยหลังจากเกิดเรื่องที่ จ.ตรัง กระทั่งทราบว่าทั้งแม่และลูกได้เดินทางย้ายมาอยู่ในพื้นที่เขต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

ซึ่งได้เดินทางมาสอบถามและตรวจสอบเรื่องความเป็นอยู่ รวมทั้งเพื่อจะได้ประเมินเรื่องความเป็นอยู่ในการดำเนินชีวิตและการให้ความช่วยเหลือในด้านสภาวะทางจิตใจของทั้งแม่และลูก ส่วนเรื่องด้านปัญหาทางสภาพจิตใจของเด็กและแม่ เบื้องต้น พบว่ามีภาวะที่ดีมาก เด็กมีอาการร่าเริง สดใส ซุกซนตามประสาเด็ก โดยไม่พบอาการเงียบซึมแต่อย่างใด

ซึ่งทางแม่ของเด็กต้องการให้ทาง พม.จ.ปทุมธานี ให้ความช่วยเหลือในเรื่องการศึกษาของเด็ก เนื่องจากเพิ่งย้ายโรงเรียนออกมาจากต่างจังหวัด เพื่อจะเข้าเรียนกลางคันในโรงเรียนในพื้นที่ จ.ปทุมธานี เพื่อให้อยู่ในละแวกใกล้เคียงบ้านพักที่อาศัยอยู่ และขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการประสานงานกับทางโรงเรียนในพื้นที่ จ.ปทุมธานี เพื่อให้เด็กสามารถได้ศึกษาต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

นางเอ นามสมมติ แม่ของเด็ก กล่าวเปิดเผยว่า ตนกับลูกชายฝาแฝดวัย 7 ขวบ อาศัยอยู่ที่บ้านพักในค่ายทหารแห่งหนึ่งจ.ตรัง โดยเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนสังเกตเห็นลูกชายฝาแฝดผู้น้องมีอาการผิดปกติเข้าห้องน้ำบ่อยครั้ง จึงเรียกมาสอบถามจึงทราบว่าถูกทหารยศจ่าสิบเอกที่เป็นเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกันล่วงละเมิดทางเพศ

โดยทหารคนดังกล่าว ได้แอบมาเรียกลูกชายตนออกไปหาที่บริเวณข้างรั้วบ้าน ก่อนจะสั่งให้ถอดกางเกงแล้วกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ นอกจากนี้ เมื่อไปตรวจสอบที่กางเกงที่ลูกชายใส่พบว่ามีคราบน้ำอสุจิติดอยู่ จึงได้รีบพาลูกชายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลทันที

นางเอ กล่าวต่อว่า ผลตรวจร่างกายแพทย์ระบุว่า ที่ทวารหนักมีร่องรอยการล่วงละเมิดทางเพศจริง จึงได้นำหลักฐานไปแจ้งความไว้ที่ค่ายทหารที่ผู้ก่อเหตุสังกัดอยู่เพื่อให้ดำเนินคดี ต่อมาในวันเดียวกันได้มีทหารในสังกัดดังกล่าว มาหาที่บ้านพักเพื่อเจรจาต่อรองโดยขอจ่ายค่าเสียหาย 3 แสนบาท แต่ตนไม่รับเนื่องจากอยากให้ดำเนินคดีทางกฎหมาย

ซึ่งในวันถัดมาจึงตัดสินใจไปแจ้งความกับ สภ.ห้วยยอด จ.ตรัง เพื่อให้ดำเนินคดีกับทหารรายนี้ให้ถึงที่สุด ทหารคนดังกล่าว เคยทำอนาจารลูกชายฝาแฝดผู้น้องคนนี้ที่สระน้ำแห่งหนึ่งใน จ.ตรัง โดยการอมอวัยวะเพศ แต่ตอนนั้นตนไม่ได้เอาความเนื่องจากยังไม่ถึงขั้นกระทำชำเรา

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดเรื่องตนกับลูกได้ย้ายออกจากบ้านพักหลังดังกล่าวแล้วมาพักอาศัยอยู่กับญาติที่จ.ปทุมธานี เพื่อความปลอดภัย อีกทั้งเห็นว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน แต่จนถึงปัจจุบันเรื่องยังเงียบๆ ไป จึงเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้เข้าร้องเรียนกับทางกองปราบเพื่อขอให้ติดตามคดีความดังกล่าวด้วย

ด้าน ทนายรณรงค์ กล่าวว่า ในใบแพทย์มีการระบุที่ค่อนข้างชัด ว่าเด็กโดนล่วงละเมิดทางเพศทางทวารหนัก แต่คดีความก็ยังไม่มีความคืบหน้า จึงอยากให้ บก.ป.ดำเนินการตรวจสอบสำนวนคดีเพิ่มเติม เนื่องจากมีความเกี่ยวพันกับทหารเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำและตรวจสอบพยานหลักฐาน ก่อนจะส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป

“เสี่ยอ้วน” สารภาพแล้วฆ่า 2 ศพ “สปาย-ฟอส” คุมเข้มทำแผนเขาชีจรรย์

(22 ส.ค.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ จเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมชุดสืบสวนสอบสวน ร่วมสอบปากคำ นายนายปัญญา ยิ่งดัง หรือ เสี่ยอ้วน ผู้ต้องหาฆ่านายอนันตชัย หรือ ฟอส อายุ 20 ปี และ น.ส.ปวีณา หรือ สปาย อายุ 20 ปี จนเสียชีวิตที่บริเวณลานจอดรถเขาชีจรรย์ จ.ชลบุรี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2561 https://gclubcrown.com

กระทั่งจับกุมได้ที่ประเทศกัมพูชา และผลักดันตัวกลับถึงประเทศไทยเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวเสี่ยอ้วนมา มาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนทำการตรวจร่างกาย พิมพ์ลายนิ้วมือ และทำการสอบปากคำ และแจ้งข้อกล่าวหาโดย เสี่ยอ้วน มีสีหน้าเคร่งเครียดและให้ความร่วมมืออย่างดี

ทั้งนี้ หลังการสอบปากคำแล้วเสร็จ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เสียอ้วนให้การรับสารภาพว่าก่อเหตุจริง และอ้างว่าที่กล้าลงมือก่อเหตุบริเวณหน้าพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากเห็นว่าเป็นเพียงรูปแกะสลักเท่านั้น แต่หลังจากก่อเหตุแล้วก็ยอมรับว่าเสียใจ ส่วนรายละเอียดการวางแผนก่อเหตุต่างไม่ได้เปิดเผย เนื่องจากว่าจะกระทบกับสำนวนคดี พร้อมระบุว่า เชื่อว่าคดีนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ครบทั้งหมดแล้ว ขณะเดียวกันยอมรับว่ามีความเป็นห่วงว่าจะเกิดความรุนแรงระหว่างการควบคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ และคิดว่าเสี่ยอ้วนไม่น่าจะทำร้ายตัวเองเพราะจากการพูดคุยก็ดูปกติพูดคุยรู้เรื่อง

อย่างไรก็ตาม หลังดำเนินการสอบปากคำแจ้งข้อหา เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวเสี่ยอ้วนเดินทางไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพต่อทันที โดยระหว่างเดินออกจากห้องสอบสวนเสี่ยอ้วนได้หยุดยืนให้สื่อบันทึกภาพ แต่ไม่ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนแต่อย่างใด

ผู้หมวดตำรวจดีเด่น โดนแปะรูปโพสต์ประจาน อ้างคนนี้ตั้งด่านลอยทุกวัน

ผู้หมวดวัยใกล้เกษียณแจ้งจับมือโพสต์หมิ่นประมาท เอารูปไปประจานอ้างว่าตั้งด่านลอยทุกวัน ยืนยันไม่ใช่ความจริง ประวัติเคยปั๊มหัวใจช่วยชีวิตต่างชาติ ได้รับเชิดชูเกียรติจาก ผบ.ตร.

(21 ส.ค.) จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่งได้นำภาพถ่ายของตำรวจจราจร สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ไปโพสต์ในเพจ “เช็คด่านพัทยา” พร้อมกับกล่าวหาว่าเป็นตำรวจมีมักจะตั้งด่านลอยเป็นประจำตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น

ขณะที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊คอีกรายเข้าไปแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า ตำรวจคนนี้เคยได้รางวัลดาวไถดีเด่นของเมืองพัทยาด้วย เรื่องนี้ทำให้ พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา ออกอาการควันออกหู สั่งการให้ตำรวจคนดังกล่าวซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา เข้าแจ้งความเอาผิดเพื่อให้เป็นคดีตัวอย่างนั้น

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.ท.วรพันธ์ แก้วมรกต รอง สว.จร.สภ.เมืองพัทยา นายตำรวจที่ปรากฏในภาพ ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.อรรถรส ครองราชย์ สว.(สอบสวน) เพื่อให้ดำเนินการกับผู้โพสต์หมิ่นประมาณทั้ง 2 ราย ในข้อหาตามความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ก่อนออกมาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หลังผู้บังคับบัญชาทราบเรื่องจึงสั่งการให้เข้าแจ้งความเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะนำภาพพร้อมข้อมูลอันเป็นเท็จมาโพสต์ในเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะ ทำให้ตนเองและองค์กรได้รับความเสียหาย

กรณีที่ผู้โพสต์กล่าวหาว่าตั้งด่านลอยนั้น ความจริงแล้วเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ที่สั่งการให้ดูแลอำนวยความสะดวกด้านจราจรให้กับประชาชน รวมถึงกวดขันวินัยจราจร หากพบผู้กระทำผิดกฎหมายต่อหน้าต่อตาก็ต้องดำเนินการจับกุมไปตามปกติ

สำหรับโดยส่วนตัวแล้ว ตนไม่โกรธคนโพสต์ รวมถึงคนที่คอมเมนท์ด่า แต่การนำข้อมูลเท็จและภาพของตนเองมาโพสต์ประจานถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง จึงต้องดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้เป็นคดีตัวอย่าง

ขณะที่ พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา เปิดเผยว่า กรณีที่มีคนโพสต์กล่าวหาว่าตำรวจพัทยาตั้งด่านลอยนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะการปฏิบัติหน้าที่ได้ดำเนินการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

กรณีนี้คนโพสต์น่าจะไม่พอใจตำรวจเป็นการส่วนตัว และเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง จึงสั่งการให้ ร.ต.ท.วรพันธ์ แก้วมรกต รอง สว.จร. เข้าแจ้งความเอาผิด และสั่งให้ชุดสืบสวนติดตามตัวมาดำเนินคดีแล้ว อย่างไรก็ตาม อยากจะฝากถึงประชาชนทั่วไปว่า ควรใช้พื้นที่ในโลกโซเชียลให้เป็นประโยชน์กับตนเองและสังคมดีกว่า เพราะถ้าใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องหรือทำให้คนอื่นเสียหาย ก็อาจจะถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ถือว่าไม่คุ้มกับสิ่งที่ทำลงไป

ผู้สื่อข่าวยังรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับ ร.ต.ท.วรพันธ์ แก้วมรกต รอง สว.จร.สภ.เมืองพัทยา เคยได้รับโล่รางวัลเชิดชูเกียรติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย และอีกหลายหน่วยงาน จากกรณีเข้าช่วยเหลือปั๊มหัวใจช่วยชีวิตนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่จมน้ำทะเลอยู่ริมชายหาดพัทยา เหตุเกิดเมื่อ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งตลอดชีวิตการรับราชการไม่เคยมีเรื่องด่างพร้อย และเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน รวมถึงผู้บังคับบัญชา และอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็จะเกษียณอายุราชการแล้ว

พ่อสามีวัยชราแทงลูกสะใภ้ดับ-จุดไฟเผาบ้าน หลังทะเลาะปัญหาครอบครัว

เพราะปัญหาขัดแย้งภายในครอบครัว พ่อสามีวัย 85 ปี ลงมือโหดฆ่าลูกสะใภ้ ก่อนจุดไฟเผาบ้านวอด

สำนักข่าวประเทศจีนรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่เมืองจี้หยวน มณฑลเหอหนาน ทางตอนกลางของจีน เกิดเหตุน่าตกใจ พ่อสามีวัยชราคนหนึ่งทราบแซ่เติ้ง อายุ 85 ปี ใช้อาวุธมีดสังหารลูกสะใภ้ของตัวเอง ทราบแซ่หวัง อายุ 58 ปี เสียชีวิต ก่อนจุดไฟเผาบ้าน สร้างความตื่นตกใจให้ผู้คนที่อยู่ละแวกนั้นเป็นอย่างมาก

รายงานระบุว่า หลังเกิดเหตุนายเติ้งได้ขอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเขาถูกจับกุมในสภาพเนื้อตัวและเสื้อผ้าเปื้อนเลือดสีแดงฉาน จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าสาเหตุที่นายเติ้งลงมือก่อเหตุมาจากปัญหาขัดแย้งภายในครอบครัว ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างดำเนินการสืบสวนสอบสวน

ภัยสยองคลองแสนแสบ สาวเล่าประสบการณ์เจอเด็กปาอึใส่เรือโดยสาร

(18 ส.ค.) สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ได้โพสต์ข้อความลงในกระทู้ที่มีชื่อว่า “เตือนภัย เด็กปาถุงขี้ใส่เรือโดยสารคลองแสนแสบ”

พร้อมเล่าเหตุการณ์ที่ตนเองเจอเมื่อวันที่ 31 ก.ค. เวลาประมาณ 18.30 น. ขณะนั่งเรือโดยสารคลองแสนแสบจากอโศกไปลงท่าวัดเทพ

ซึ่งระหว่างที่เรือโดยสารกำลังแล่นออกจากท่าเรือโรงเรียนวิจิตรวิทยา ก็มีผู้หญิงและผู้ชายที่นั่งข้างๆ ตนเองจะร้องเสียงดังออกมาด้วยความตกใจ เธอซึ่งนั่งเอาเสื้อคลุมหน้าอยู่จึงเงยหน้าขึ้นมาดู โดยผู้เห็นเหตุการณ์ซึ่งอยู่บนเรือบอกว่า มีเด็กที่อยู่ที่ท่าเรือปามา

“..เป็นถุงพลาสติกใส่น้ำที่ผสมขี้หรืออะไรไม่รู้และมีเศษหญ้าหรือเศษฟางแห้งๆ ซึ่งน้ำเหม็นมาก เหม็นแบบขี้สัตว์ เหม็นจนคนข้างหน้าลุกไปถ่มน้ำลายออกนอกเรือเพราะจะอ้วก จุดนั้น น้องที่โดนก็ไม่ไหวแล้ว น้องจะอ้วก..”

ทั้งนี้ เมื่อถึงท่าเรือคลองตันคนเก็บค่าโดยสารจึงพาน้องที่โดนปาใส่ไปล้างน้ำ ซึ่งผู้ตั้งกระทู้เคยอ่านเจอข้อมูลในอินเตอร์เน็ตว่าที่ท่าเรือวิจิตรมีเด็กชอบลงไปเล่นน้ำในคลองแสนแสบและก่อกวนเรือที่วิ่งไปมา จึงคิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มที่ก่อเหตุ ส่วนตนเองก็มาตั้งกระทู้เตือนทุกคนที่ใช้เรือโดยสารที่คลองแสนแสบ แม้จะไม่รู้ว่าต้องระวังอย่างไรเช่นกัน

ทะเลสีเลือด! ชาวบ้านเดนมาร์กต้อนวาฬ 180 ตัว เข้าฝั่งแล้วฆ่า อ้างเป็นประเพณี

นายอะลาสแตร์ เวิร์ด นักศึกษามหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ อายุ 22 ปี เผยภาพประเพณีการสังหารวาฬที่โหดเหี้ยมบนเกาะแฟโร ของเดนมาร์ก เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว จนทำให้ทะเลกลายเป็นสีเลือด

นักศึกษารายนี้เล่าว่า ขณะนั้นเขากับเพื่อนไปเที่ยวที่เกาะดังกล่าว และเห็นชาวบ้านใช้เรือต้อนวาฬจำนวนมาก ประมาณ 180 ตัวจากทะเลเข้ามายังอ่าวน้ำตื้น เพื่อให้วาฬเกยตื้นและหนีไปไหนไม่ได้ จากนั้นก็เริ่มใช้มีดฆ่าวาฬภายในเวลา 30 นาที

สิ่งที่น่าตกใจอีกอย่างหนึ่งคือ ชาวบ้านยังให้เด็กๆ อายุน้อยมาเข้าร่วมประเพณีดังกล่าว ซึ่งบางคนอายุเพียงแค่ 5 ขวบเท่านั้น

“ผมกับเพื่อนที่นั่งดูอยู่ถึงกับพูดไม่ออก แถมหงุดหงิดด้วย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้” นายเวิร์ด กล่าว

นักศึกษาคนนี้กล่าวอีกว่า ชาวบ้านหลายคนบอกตรงกันว่า การฆ่าวาฬเป็นประเพณีที่มีมาแต่ดั้งเดิม และไม่ต่างอะไรจากการทำฟาร์มเพื่อเลี้ยงสัตว์ไว้กินเนื้อ แต่ตนไม่เห็นด้วยนัก

เกาะแฟโร ตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือมาก จึงมีอากาศหนาวแทบตลอดทั้งปี การล่าวาฬจึงมีจุดประสงค์เพื่อนำเนื้อไปทำเป็นอาหารให้เพียงพอตลอดฤดูหนาว ที่กินเวลายาวนาน หนาวจัด และหาเนื้อสัตว์มารับประทานได้ยาก

วอนช่วย แรงงานสาวไทยป่วยหมดสติที่เกาหลีใต้ ค่ารักษาพุ่ง 6 ล้านวอน

(16 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กได้โพสต์ข้อความว่าขอให้ช่วยเหลือหญิงสาววัย 24 ปีชาวอ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ ที่เดินทางไปทำงานรับจ้างที่ประเทศเกาหลีใต้พร้อมกับสามี ได้เพียงวันเดียว เกิดล้มป่วยช็อกหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ โรงพยาบาลที่เกาหลีแจ้งค่ารักษามาจำนวน 6 ล้านวอน แต่ครอบครัวไม่มีเงิน และอาการยังไม่ดีขึ้น

จากนั้นมีการแชร์โพสต์ดังกล่าวไปเป็นจำนวนมาก ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 167 หมู่ 14 ต.หนองไผ่ อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นบ้านของหญิงสาวคนดังกล่าว พบ นางลำพึง บุญเพ็ชร์ อายุ 49 ปี ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความจริง โดยผู้ที่ป่วยเป็นลูกสาวของตนเองชื่อ นางรัตนาภรณ์ โคตรชมภู อายุ 24 ปี ซึ่งเดินทางไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้พร้อมกับสามีคือ นายวัทน์สิริ โคตรชมภู อายุ 28 ปี โดยเดินทางไปเมื่อประมาณ 4-5 วันที่ผ่านมา จากนั้นได้ไปเป็นลูกจ้างเก็บมะเขือเทศ ทำงานเพียงวันเดียวก็ได้ล้มป่วยลงโดยไม่ทราบสาเหตุ สามีและเพื่อนๆ ได้นำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะนี้อาการยังไม่ดีขึ้นเลย

นางลำพึง เปิดเผยต่อว่า ก่อนเดินทางไปทำงานต่างประเทศได้กู้เงินไปประมาณ 1 แสนบาท เสียค่าเครื่องบินและค่าใช้จ่ายต่างๆ เหลือเงินอยู่ 6 หมื่นบาท ก็ได้นำไปจ่ายค่าโรงพยาบาลทั้งหมดแล้ว แต่โรงพยาบาลได้เรียกค่ารักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งลูกเขยตนเองก็ต้องขอกู้เงินญาติที่ทำงานอยู่ด้วยกันเกือบ 1 แสนบาทแล้ว เพื่อนำมาเป็นค่ารักษาพยาบาล จนในขณะนี้หมดหนทางแล้ว ไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร จึงอยากจะขอวิงวอนรับบริจาคจากผู้ใจบุญ เพื่อนำเงินไปเป็นค่ารักษาตัวลูกสาว หากเป็นไปได้ก็จะให้กลับมารักษาตัวที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยสามารถโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย เลขที่ 641-0-27718-0 ชื่อบัญชี นายประเสริฐ บุญเพ็ชร์ ซึ่งเป็นสามีของตนเอง หรือ สอบถามเพิ่มเติมกับตนโดยตรงได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 084-379-7464

นางลำพึง เปิดเผยอีกว่า ลูกสาวของตนเองกับสามีก่อนหน้าที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศมีอาชีพรับจ้างทั่วไป มีลูกชายด้วยกัน 1 คน อายุ 7 เดือน ซึ่งตนและสามีก็เป็นผู้ดูแลอยู่ในขณะนี้

ด้านนายวัทน์สิริ โคตรชมภู สามีของนางรัตนาภรณ์ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวผ่านวิดีโอคอลว่า ในวันเกิดเหตุภรรยาอยู่ดีๆ ก็หมดแรง แขนขายกไม่ได้ และหมดสติไป ตนกับเพื่อนจึงนำตัวส่งโรงพยาบาล สำหรับค่าใช้จ่ายในขณะนี้โรงพยาบาลแจ้งมาจำนวน 6 ล้านวอน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 180,000 บาท และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เงินที่ตนติดตัวมาจำนวน 6 หมื่นบาทก็ได้จ่ายให้โรงพยาบาลจนหมดแล้ว บางส่วนก็หยิบยืมจากญาติๆ ที่ทำงานอยู่ด้วยกัน จนในขณะนี้ไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้ว จึงขอวอนชาวไทยร่วมบริจาคเพื่อเป็นค่ารักษาและพาตัวภรรยากลับมารักษาตัวที่ประเทศไทย

แม่วอนช่วย ลูกสาวถูกผู้ชายขี่จยย.มาด่า-ปาขวดใส่บ้าน รังควานเพราะจีบไม่ติด

ครอบครัวแม่ค้าไก่ทอด ที่อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ร้องเรียนหลังลูกสาวถูกหนุ่มใหญ่ที่มาแอบชอบตามรังควานอย่างหนัก ทั้งขี่รถจักรยานยนต์ตามสะกดรอยถึงบ้าน ตามตะโกนด่า หนักสุดขับรถมาตะโกนด่าหยาบคาย ขว้างปาขวดน้ำเข้ามาในบ้าน https://gclubcrown.com

โดยได้โพสต์คลิปหลักฐานลงในโลกออนไลน์ เป็นภาพของชายรูปร่างสูงใหญ่ อายุประมาณ 40 ปี ขี่รถจักรยานยนต์ สีแดง มาวนที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ตะโกนด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย และยังได้ขว้างปาขวดน้ำเข้ามาในบ้าน

นางพัชรี อายุ 40 ปี เจ้าของบ้าน เล่าว่า มีอาชีพขายไก่ทอด ส่วนลูกสาวคือ น้องแป้ง อายุ 20 ปี ทำงานร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในเมืองหัวหิน ก่อนหน้านี้ประมาณเกือบ 1 ปี ถูกรังควานจากชายคนนี้มาโดยตลอด ในหลายรูปแบบ แต่ก็อดทนเพราะเป็นคนหาเช้ากินค่ำ ไม่อยากมีเรื่องราว จนล่าสุดชายคนนี้มีพฤติกรรมรุนแรงมากขึ้น สมาชิกในครอบครัวไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ต้องอยู่อย่างหวาดระแวง วิตกกังวลตลอดเวลาว่าจะโดนชายคนนี้มาคุกคาม จนได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตหรือไม่ ทั้งนี้แจ้งตำรวจแล้วแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้

กระทั่งเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 61 ขณะที่น้องแป้งยืนล้างรถอยู่หน้าบ้านชายคนนี้ขับรถจักรยานยนต์มาวนตะโกนด่าอยู่ 4- 5 รอบและยังขว้างปาขวดน้ำเข้ามาจนสามารถอัดคลิปไว้ได้ และเมื่อเช้าเวลาประมาณ ตี 5 ชายคนนี้ก็ยังขับรถมาตะโกนด่าเช่นเดิม ก่อนจะขับรถหายไป

นางพัชรี และ น้องแป้ง เล่าว่า ที่ผ่านมา พอแจ้งตำรวจไป ชายคนนี้ จะหายตัวไป 2-3 อาทิตย์ จากนั้นก็จะกลับมาทำพฤติกรรมแบบเดิม จนทุกคนในบ้านต่างก็หวาดระแวง ไม่ให้น้องแป้งอยู่คนเดียว แม่ต้องคอยไปรับไปส่งระหว่างและที่ทำงาน หรือบางครั้งก็ต้องไหว้วานเพื่อน ๆ มาคอยรับส่ง เวลาอยู่บ้านจะพยายามไม่ออกมาหน้าบ้าน เกรงว่าหากเขาทำรุนแรงกว่านี้ ไม่ว่าจะปาก้อนหิน หรือมีดเข้ามาจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน อยากให้ขอความช่วยเหลือให้ดำเนินการกับชายคนนี้

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบกับ พันตำรวจเอก ธนากร วงศ์สิริลักษณ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจหัวหิน และทราบว่าทางตำรวจ ได้ไปเชิญตัวผู้เสียหายทั้งแม่และลูกสาวและแฟนหนุ่มมาให้ปากคำ และนำตัวนายศิริชัย ไปตรวจดูสารเสพติดด้วย โดยเบื้องต้นยืนยันว่า นายศิริชัย ไม่ได้เป็นตำรวจและเกี่ยวข้องกับตำรวจแต่อย่างใด เบื้องต้นได้แจ้งข้อหา ข่มขู่ ดูหมิ่นและก่อความเดือดร้อนรำคาญ