เสียงร้องระงมรพ. หนุ่มพาน้องๆ เที่ยวพัทยา เก๋งเสียหลัก ดับ 4 สาหัส 2

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (13 พ.ค.) เมื่อเวลา 21.30 น. สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี รับแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์เสียหลักพุ่งชนป้ายรถเมล์ ก่อนเหินพุ่งขึ้นชนซ้ำกำแพง มีผู้เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บสาหัส 2 ราย เหตุเกิดที่อพาร์ตเมนท์แห่งหนึ่ง ข้างศูนย์โตโยต้า บางละมุง ม. 2 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ที่เกิดเหตุพบประชาชนกว่า 50 คนมุงดูเหตุการณ์ รถยนต์เก๋งยี่ห้อ ซูซูกิ สวิฟ สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน ขษ 6071 ชลบุรี เสียหลังชนเข้ากับที่รอรถป้ายรถเมล์ แล้วเหินเข้าไปชนกับกำแพง ได้รับความเสียหายยับเยินทั้งคัน มีผู้บาดเจ็บติดภายในตัวรถทั้งหมด 4 ราย และกระเด็นออกมานอกตัวรถอีก 2 ราย

เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯจึงเร่งใช้อุปกรณ์ตัดถ่างงัดนำร่างผู้บาดเจ็บทั้งหมดออกมาจากตัวรถ ซึ่งทั้งหมดได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งหมด เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯพยายามช่วยยื้ออย่างเต็มที่ แต่ผู้บาดเจ็บ 4 รายทนพิษบาดแผลไม่ไหวจึงเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนผู้บาดเจ็บอีกสองรายอาการสาหัสเช่นกันเจ้าหน้าที่จึงเร่งเคลื่อนย้ายส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน

ตรวจสอบทราบชื่อผู้เสียชีวิตรายแรกเป็นคนขับคือ นายอำพล อายุ 28 ปี พนักงานโรงงาน นายพายุ อายุ 15 ปี นายธันวา อายุ 19 ปี ส่วนรายที่ 4 ยังไม่ทราบชื่อ ส่วนผู้บาดเจ็บสาหัสอีกสองรายทราบชื่อคือนายวีรยุทธ อายุ 23 ปี รายที่ 2 ยังไม่ทราบชื่อ

เบื้องต้น ร.ต.อ.ประกาศิต พละเดช พนักงานสอบสวน เจ้าของคดี บันทึกภาพในที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน ส่วนสาเหตุการเกิดเหตุนั้นจะต้องตรวจสอบกล้องหน้ารถของผู้ตายและกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุเพื่อหาสาเหตุอุบัติเหตุสลดอีกครั้ง

ร่างผู้เสียชีวิตนั้นได้มอบให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯเก็บรักษายังโรงพยาบาล รอญาติติดต่อรับศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีทางศาสนา ส่วนผู้บาดเจ็บทั้งสองรายนั้นส่งตัวไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลชลบุรี ยังอยู่ในอาการโคม่าทีมแพทย์ยังให้การช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ บรรยากาศที่โรงพยาบาลบางละมุงมีกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตมาดูศพ คือนายอำพล และนายพายุ ได้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และนายวีรยุทธ ได้รับบาดเจ็บอาการโคม่า ซึ่งทั้งหมดเป็นพี่น้องกัน อยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจร้องไห้ฟูมฟายสนั่นลั่นโรงพยาบาล ทำให้บรรยากาศทั้งโรงพยาบาลมีแต่เสียร้องไห้ของกลุ่มญาติผู้ตาย

ซึ่งทางญาติยังได้เปิดเผยอีกว่าก่อนเหตุนายอำพล ได้มีปากเสียงทะเลาะกับภรรยา ก่อนจะนำรถไปรับน้องและเพื่อนๆ เพื่อจะไปเที่ยวพัทยา แต่ไม่ทราบสาเหตุที่เกิดอุบัติเหตุที่แท้จริง

ไฟไหม้บ้านย่านสาธุประดิษฐ์ คลอกสังเวยชีวิตพ่อแม่ลูก ดับ 3 ศพ

เกิดเหตุไฟไหม้บ้านแฝด ย่านสาธุประดิษฐ์ คลอดสด 3 พ่อแม่ลูกเสียชีวิตคากองเพลิง ตำรวจเร่งตรวจสอบหาสาเหตุ

ร.ต.อ.ธนกร ตั้งสกุล รอง สารวัตรสอบสวน สน.บางโพงพาง ได้รับแจ้งเหตุ เพลิงไหม้ และมีผู้เสียชีวิต หมู่บ้านแห่งหนึ่งภายใน ซอยสาธุประดิษฐ์ 15 แยก 8 แขวงช่องนนทรีย์ เขต ยานนาวา กรุงเทพ จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ เป็นบ้านแฝด 2 ชั้น มีแสงเพลิงจำนวนมากและกำลังลุกลาม สายไฟที่อยู่หน้าบ้าน เจ้าหน้าที่ต้องระดมฉีดน้ำเพื่อสกัดกั้นเพลิงไม่ให้ลุกลามเนื่องจากมีบ้านปลูกติดกันหลายหลัง โดยใช้เวลา 30 นาที เพลิงจึงสงบ

จากการตรวจสอบพบผู้เสียชีวิต 3 ราย เป็นชาย 1 ราย หญิง 2 ราย ในสภาพถูกไฟคลอกไหม้ทั้งร่าง อยู่ในห้องนอนชั้นสอง 1 ราย ในห้องน้ำชั้นล่าง 2 ราย

สอบสวนเพื่อนบ้านในเบื้องต้นให้การว่า ปกติบ้านหลังดังกล่าวอยู่เป็นครอบครัว พ่อ แม่ และลูกสาว 2 คน โดยก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงดังคล้ายระเบิดหลายครั้ง จึงได้ออกมาดู ก่อนจะพบว่ามีเพลิงไหม้ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบ กระทั่งพบผู้เสียชีวิตดังกล่าว

เบื้องต้นคาดว่าเป็นสามีภรรยาและลูกสาวคนเล็ก เพราะลูกสาวอีกคนไปเรียนที่ จ.นครราชสีมา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบหลักฐาน และหาต้นเพลิง ก่อนสรุปสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ต่อไป

สาวแจ้งเห็นทารกถูกทิ้งขยะ แต่วันต่อมาสารภาพที่แท้เป็นลูกตัวเอง

คุณแม่ยังสาวสร้างเป็นพลเมืองดี พบเห็นเด็กทารกนำมาทิ้งกองขยะ แต่สุดท้ายก็เป็นทุกข์ใจหนัก ขึ้นโรงพักไปสารภาพว่ากุเรื่อง นั่นคือลูกตัวเองที่เกิดจากความไม่พร้อม

จากกรณีเมื่อช่วงเที่ยงวันของวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพ อบต.คูบางหลวง จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งมีเด็กทารกถูกทิ้งบริเวณกองขยะ ด้านหลังบริษัท ไทยมิตซูวา จำกัด จึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย รถกู้ชีพ รพ.ปทุมธานี

ในที่เกิดเหตุพบเป็นกองขยะที่มีเศษขยะทิ้งเกลื่อนริมทางโดยที่เด็กทารกนั้น มีพลเมืองดีอุ้มนำไปแอบหลบในร่มที่บ้านใกล้เคียง พบเป็นเด็กทารกแรกเกิด เพศหญิง ยังคงมีสายสะดือติดคาอยู่ ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดี เจ้าหน้าที่เร่งให้ความช่วยเหลือ ก่อนนำส่งโรงพยาบาลเพื่อดูแลเด็กและรอหน่วยงานส่วนเกี่ยวข้องรับไปดูแลต่อ

จากการสอบถามพยานผู้ที่พบเห็นเด็กเป็นคนแรก เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุตนกับลูกสาวกำลังขี่รถไปหาหมอ โดยที่ลูกสาวได้เห็นอะไรบางอย่างวางอยู่บนกองผ้าในปนอยู่ในกองขยะ ลักษณะขยับเขยื้อนได้ จึงจอดรถลงไปดูก็พบว่าเป็นทารกแรกเกิด ถูกแม่ใจร้ายนำมาทิ้งไว้ จึงรีบนำเข้าไปไว้ในที่ร่มก่อนจะรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

แต่ปรากฏว่าล่าสุดเมื่อคืนวานนี้ (10 พ.ค.) น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 31 ปี พร้อมกับแฟนหนุ่ม ได้เดินทางมาที่ สภ.เมืองปทุมธานี เข้าพบ พ.ต.อ.พีรพล โชติกเสถียร ผกก.สภ.เมืองปทุมธานี พ.ต.ท.วิศิษฏ์ มะอักษร รองผกก.สส.สภ.เมืองปทุมธานี พ.ต.ท.ศุกรีย์ เลิศวงหัต สว.สส.สภ.เมืองปทุมธานี เพื่อยอมรับว่าเด็กทารกที่พบเจอนั้น ที่แท้เป็นลูกของตัวเองที่เกิดขึ้นจากความไม่พร้อม

น.ส.เอ ซึ่งเป็นคนเดียวกันที่เป็นพยานพบเห็นเด็กทารก เปิดเผยว่า ตนทำงานเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง เคยแต่งงานกับสามีคนเก่าและมีลูกติดด้วยกัน 1 คน กระทั่งเลิกรากันและมาคบกับแฟนหนุ่มคนใหม่ เมื่อคบกันได้ประมาณ 10 เดือน เกิดพลาดตั้งท้องขึ้นมา แต่ด้วยความที่ครรภ์ไม่ใหญ่มาก ทำให้เพื่อนบ้านที่เช่าห้องอยู่ข้างกัน ไม่ได้สงสัยใดๆ

จนกระทั่งวันเกิดเหตุ ตนเกิดคลอดลูกออกมาแบบไม่ทันตั้งตัว จึงได้กุเรื่องขึ้นว่าพบเด็กทารกถูกทิ้งที่กองขยะ จึงทำทีแสดงเป็นว่าเก็บเด็กได้ แต่ความจริงแล้วตนเองไม่ได้เจอจากกองขยะ แต่เป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาเพราะต้องทำงานหาเงินคนเดียว ค่าใช้จ่ายซึ่งไม่เพียงพอ

แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่ก่อเหตุไป ก็รู้สึกไม่สบายและเป็นทุกข์ใจ ไม่อยากทอดทิ้งลูก จึงตัดสินใจมาขอรับลูกกลับไปเลี้ยงดูแลเองและจะตั้งใจสร้างครอบครัวให้ดีที่สุด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาใดๆ แต่ว่ากล่าวตักเตือนและให้กำลังใจหญิงสาวผู้นี้

เสียงสะอื้นจากยายแอ๋ม วิงวอนวันนี้ศาลสั่งประหาร “เปรี้ยว ฆ่าหั่นศพ”

ยายของน้องแอ๋ม เหยื่อฆ่าหั่นศพ ตื่นเช้าจุดธูปบอกดวงวิญญาณหลานสาวให้มาร่วมฟังคำพิพากษาคดี “เปรี้ยว” ลุ้นได้รับโทษสูงสุดประหารชีวิต

(10 พ.ค.) ในช่วงเช้าวันนี้ ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเหล่านางาม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ก่อนจะได้พบกับ นางสำราญ อายุ 69 ปี คุณยายของน้องแอ๋ม วริศรา เหยื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุฆ่าหั่นศพ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 ที่กลายเป็นคดีโด่งดังสะเทือนสังคม 

คุณยายได้นำรูปหลานสาวพร้อมทั้งจุดธูป 1 ดอก เพื่อบอกกล่าวดวงวิญญาณหลานสาว ให้รับรู้ว่าวันนี้ศาล จังหวัดขอนแก่น ได้นัดฟังคำพิพากษาตัดสินคดี จึงอยากให้หลานสาวมาร่วมรับฟังคำตัดสินด้วย และมีความหวังว่าศาลจะตัดสินให้ผู้ต้องหาทั้งหมดได้รับโทษสูงสุด

คุณยายน้องแอ๋ม กล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่ทุกคนในครอบครัวตั้งตารอคอยมาเกือบ 1 ปี หลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้น ตนและครอบครัวน้องแอ๋มจะไปที่ศาลขอนแก่น เพื่อฟังคำพิพากษา จึงขอให้ศาลตัดสินบทลงโทษให้หนักที่สุด เพราะถือเป็นคดีรุนแรงและสะเทือนขวัญกับญาติทุกคนมาก

ทั้งนี้ก็หวังว่าศาลจะตัดสินประหารชีวิต แต่ไม่ว่าศาลตัดสินแบบไหนตนและญาติก็ยอมรับ แต่ตอนนี้ขอดีใจล่วงหน้าว่าญาติได้ทวงความยุติธรรมให้ของน้องแอ๋มจะได้สำเร็จ หวังว่า น.ส.เปรี้ยวกับพวกจะได้รับโทษในอัตราโทษสูงสุดของประเทศ

อย่างไรก็ตาม การอ่านคำพิพากษาคดีดังกล่าวจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงสายวันนี้ โดยศาลจังหวัดขอนแก่นจะเบิกตัวผู้ต้องหาทั้งหมด รวมทั้ง นางสาวเปรี้ยว มารับฟังคำพิพากษาพร้อมกับพยานและทุกๆ ฝ่าย

วิจารณ์ 2 ด้าน! ยายถูกรถทับขาเจ็บสาหัส ทำไมไม่รีบช่วยชีวิต

คุณยายถูกรถทับเจ็บสาหัส นอนร้องรอการช่วยเหลือ โลกออนไลน์วิจารณ์ว่าทำไมไม่ช่วยรีบพาไปส่ง รพ. แต่มีบางคนออกมาแนะนำว่า ไม่ควรเคลื่อนย้ายเอง เพราะจะทำให้เกิดอันตรายได้

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “น้องไข่เจียว ค๊าป” โพสต์คลิปที่ระบุว่าเกิดขึ้น อ.หนองกะพ้อ จ. ระยอง คุณยายขี่จักรยานยนต์ถูกรถบรรทุกทับท่อนล่าง ได้รับบาดเจ็บสาหัส นอนร้องรอความช่วยเหลือ โดยไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ และปล่อยให้ยายติดอยู่กับล้อ และเลือดไหลออกมาเป็นจำนวนมาก https://gclubcrown.com

ซึ่งหลังจากคลิปเผยแพร่ออกไปมีเสียงวิจารณ์ว่า ทำไมไม่มีใครรีบช่วยคุณยาย ทำไมไม่พาส่งโรงพยาบาล แต่ก็มีบางส่วนออกมาให้คำแนะนำว่า ไม่สามารถช่วยได้ ต้องรอให้คนที่ชำนาญหรือแพทย์มาช่วย เพราะจะทำให้อาการหนักขึ้น หรือบอกว่า เกียร์รถบรรทุกจะไม่เหมือนเกียร์รถยนต์ทั่วๆ ไป หากไปขยับอาจทับร่างซ้ำได้

แบบนี้ก็ได้หรือ? พนักงานสุดชิลล์ ตะโกนหยาบคาย-ตั้งวงกินข้าวกลางร้านสะดวกซื้อ

ผู้ใช้ทวิตเตอร์ @Plaizlupang แชร์ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง โดยพบว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นพนักงานแต่ไม่ได้แต่งชุดเครื่องแบบของทางร้าน ใส่กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ได้ขึ้นไปยืนบนลังใส่อาหาร และยังชวนพนักงานคนอื่นมาตั้งวงกินข้าวกันกลางร้าน

เหตุเกิดที่สาขาแถวแยกเกษตร ทำให้มีการตั้งข้อสงสัยว่าเป็นพฤติกรรมที่เหมาะสมหรือไม่ โดยโพสต์ดังกล่าวระบุว่า…

“ขอโทษนะคะ คือพนักงาน…นี่เค้าไม่มีอบรมพนักงานหน่อยหรอคะ ยืนบนที่ใส่อาหาร แล้วมาตั้งโต๊ะกินข้าวแบบนี้ได้เลยหรอ คนชุดแดงนี่คือพนักงานนะคะ ทราบว่าเป็น พนง.เพราะว่ามาใช้สาขานี้ประจำ จำหน้าได้ แล้วสาขานี้หลายรอบแล้ว ตะโกนคุยกันหยาบคายข้ามหัวลูกค้า”

ในเวลาต่อมาทางผู้โพสต์ได้แจ้งเพิ่มเติมว่า ได้ส่งข้อความไปยังบริษัทต้นสังกัด ตนเองไม่ได้ติดใจอะไรแต่อยากให้ปรับปรุงการให้บริการ ซึ่งทางบริษัทแจ้งว่าขออภัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งนี้จะทำการตรวจสอบ และปรับปรุงมาตรฐานการให้บริการต่อไป

ลุงชาร์จมือถือทิ้งไว้ ดึงปลั๊กออก-กดรับสาย เกิดบึ้ม 2 นิ้วขาดกระจุย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (4 พ.ค.) เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา นายจันทร์ อายุ 61 ปี ได้เอาโทรศัพท์มือถือยี่ห้อหนึ่ง ที่ซื้อมาจากพ่อค้าเร่มาขายในหมู่บ้านราคาเครื่องละ 800 บาท แต่ไม่มีสายชาร์จ และได้ไปซื้อสายชาร์จมาจากในตลาดแล้วเอามาชาร์จในบ้าน แล้วเกิดการระเบิดใส่มือจนนิ้วขาดได้รับบาดเจ็บ คาดเพราะสาเหตุอาจจะเกิดจากโทรศัพท์ที่ไม่มีมาตรฐาน

จากการสอบถาม นายจันทร์ กล่าวว่า ตนเองเอาโทรศัพท์มือถือมาชาร์จกับเต้าเสียบผนังฝาภายในบ้าน เมื่อชาร์จได้ประมาณ 1 ชั่วโมง จึงได้ถอดสายโทรศัพท์อออกจากเต้าเสียบ และดึงสายชาร์จออกจากโทรศัพท์มาถือไว้ในมือข้างซ้าย

เป็นจังหวะเดียวกันที่มีสายโทรเข้ามา ได้กดรับทันใดนั้นโทรศัพท์ เกิดระเบิดเสียงดังจนทำให้มือข้างซ้ายแตก นิ้วนางและนิ้วก้อยขาดหายไปเลือดไหลกระจายไปทั่วบริเวณบ้าน

หลังจากนั้นก็ได้รีบเดินไปหาญาติที่อยู่ใกล้เคียงให้นำส่งรพ. และนอนพักรักษาตัว 5 คืน หลังตนเองประสบเหตุได้รับบาดเจ็บกับเหตุการณ์ดังกล่าวจึงขอฝากเตือนไปยังผู้ที่ใช้โทรศัพท์ และที่ชาร์จแบตราคาถูกนำมาใช้อาจเกิดอันตรายเหมือนกับตนเองในครั้งนี้

ด้าน นายธนกฤต ยาระนะ ผอ.รพ.สต.ป่าแฝก กล่าวว่า กรณีที่นายจันทร์ ได้รับบาดเจ็บจากโทรศัพท์ระเบิดใส่มือนั้น อยากฝากเป็นอุทาหรณ์กับทางผู้ที่ใช้โทรศัพท์หรือที่ชาร์จไม่ได้มาตรฐาน และโทรศัพท์ที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งอาจเกิดอันตรายถึงกับชีวิตได้ จึงขอฝากถึงผู้ที่ชาร์จโทรศัพท์ทิ้งไว้นานเกิดอันตรายได้

ทั้งนี้ สำหรับนายจันทร์ ผู้บาดเจ็บ ทาง รพ.สต.ป่าแฝก จะได้ทำแผลให้ทุกวันจนกว่าอาการจะดีขึ้น

เกิดพายุฝุ่นที่อินเดีย เสียชีวิตแล้วกว่า 100 ราย

มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 109 ราย และผู้บาดเจ็บอีกหลายรายจากเหตุการณ์พายุฝุ่นขนาดใหญ่ปกคลุมทางตอนเหนือของอินเดีย 


วันที่ 4 พ.ค. 61 สื่อต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุพายุฝุ่นขนาดใหญ่และฟ้าผ่าที่รัฐอุตตรประเทศ ราชสถานและปัญจาบ ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (2 พ.ค.) ส่งผลให้บ้านเรือนพังเสียหาย ต้นไม้และเสาไฟฟ้าหักโค่นเป็นจำนวนมาก และสัตว์ล้มตายเป็นจำนวนมาก 

โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 109 ราย และบาดเจ็บอย่างน้อย 200 ราย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เสียชีวิตเนื่องจากถูกบ้านพังถล่มใส่ขณะที่พวกเขานอนหลับอยู่

พายุฝุ่นก็ได้พัดกระหน่ำกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดียที่อยู่ห่างออกไป 100 กิโลเมตร ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน โดยพายุดังกล่าวส่งผลให้มีฝนตกหนักภายในเมือง

ทั้งนี้ ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาของอินเดียระบุว่าพายุจะกระจายตัวเป็นวงกว้างก่อนสุดสัปดาห์นี้

ชายชาวต่างชาติ กระโดดสะพานลอยหน้าร้านเจ้เล้ง ถ.วิภาวดี เจ็บสาหัส

ชายชาวออสเตรเลีย กระโดดสะพานลอยหน้าร้านเจ้เล้ง ถ.วิภาวดี บาดเจ็บสาหัส

วานนี้ (2พ.ค.) เวลา 20:32 น. เกิดเหตุชายชาวต่างชาติ กระโดดจากสะพานลอย หน้าร้านเจ้เล้ง ถนนวิภาวดีฯ ขาเข้า อาการสาหัส จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้รุดตรวจสอบที่เกิดเหตุก่อนถึงเจ๊เล้ง เล็กน้อย พบชายชาวต่างชาติ 1 คน นอนอยู่ในช่องคู่ขนานเลนกลาง เลือดเต็มใบหน้า โดยไม่ทราบสาเหตุ

ต่อมา ตำรวจ สน.วิภาวดี มูลนิธิร่วมกตัญญ เข้าตรวจสอบพบว่า เป็นกรณีคนตกจากสะพานลอยคนเดินทางหน้าเจ๊เล้ง พบเอกสารติดตัวเป็นชายชาวออสเตรเลีย ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ช่วยปฐมพยาบาล ก่อนย้ายคนเจ็บไปยังรักษาที่ รพ.ภูมิพล

เผยเส้นทางทลาย “เมจิก สกิน” เฝ้าระวังเชิงรุกจนสำเร็จ ส่งให้ตำรวจขยายผลจับกุม

วานนี้ (30 เมษายน 2561) นพ. วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และคณะ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า จากกรณีที่มีการทลายเครือข่ายของบริษัท เมจิก สกิน จำกัด สานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอชี้แจงว่าได้มีการเฝ้าระวังกรณีที่เกิดขึ้นนี้มาตั้งแต่ต้น โดยผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาในเครือของบริษัทได้มาจดแจ้งกับ อย. ในปี 2560

ซึ่ง อย. ได้มีการสุ่มตรวจสอบผลิตภัณฑ์และเฝ้าระวังเชิงรุกการโฆษณาในโลกโซเชียลมาโดยตลอด จนตรวจพบความผิดปกติที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 จึงได้ประสานสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรวจสอบสถานที่ผลิตที่เกี่ยวข้องกับบริษัท และได้ร่วมกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก. ปคบ.) เข้าตรวจค้นสถานที่ผลิต 2 แห่ง บุกทลายโกดังอีก 2 แห่งในจังหวัดนครราชสีมา

ซึ่งได้มีการแถลงข่าวให้ประชาชนทราบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 และทางบริษัทก็ให้การรับสารภาพว่าไม่ได้ผลิตตามที่จดแจ้ง อย. จึงมีคำสั่งเพิกถอนใบรับแจ้งและเรียกคืนเครื่องสาอาง รวม 266 รายการ และประกาศให้ประชาชนทราบไปแล้วในเดือนมีนาคม 2561

จากนั้นในเดือนเมษายน 2561 อย. ยังได้มีคำสั่งแจ้งให้สถานประกอบการผลิตอาหารของบริษัทที่จังหวัดนครราชสีมางดการผลิต และรวบรวมข้อมูลส่งให้ตำรวจขยายผลดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งร่วมกันตรวจสถานที่ผลิตที่เกี่ยวข้อง คือ บริษัท พีโอเอส คอสเมติก ไทยแลนด์ จำกัด ที่สมุทรสาครและนนทบุรีอีกด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาเพิกถอนเลขจดแจ้ง ทั้งนี้ อย. ขอยืนยันว่ามีการจัดการกับผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด

จากกรณีที่เกิดขึ้นนี้เป็นปรากฏการณ์ที่แสดงถึงโทษที่ผู้กระทำผิดกฎหมายจะได้รับอย่างชัดเจน จึงขอให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายและความปลอดภัยของผู้บริโภค ในส่วนของผู้บริโภคขอให้ตื่นตัวในการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ อย่าหลงเชื่อเพียงเพราะมีดารานักแสดงหรือเน็ตไอดอลมากล่าวชวนเชิญ